ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป คือการที่พรรคไทยภักดีสามารถคว้าเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้เป็นผลสำเร็จเป็นครั้งแรก จำนวน 1 ที่นั่ง โดยที่นั่งดังกล่าวตกเป็นของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรค ซึ่งนับเป็นการเปิดฉากบทบาทในฐานะพรรคการเมืองที่ได้รับมอบอำนาจจากประชาชนเข้าสู่การทำงานในฝ่ายนิติบัญญัติอย่างเป็นทางการ
ที่นั่ง ส.ส. ที่ได้มานี้เป็นผลมาจากการคำนวณคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อ (Party-List) ตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนด แม้จะเป็นจำนวนเพียงหนึ่งเดียว แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพรรคไทยภักดี ซึ่งเป็นพรรคที่ก่อตั้งขึ้นมาโดยเน้นย้ำแนวคิดด้านการปกป้องสถาบันหลักของชาติและการต่อต้านการทุจริต การได้ ส.ส. หนึ่งที่นั่งนี้แสดงให้เห็นว่าอุดมการณ์และจุดยืนของพรรคได้รับการสนับสนุนในระดับที่เพียงพอตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง เพื่อให้มีตัวแทนเข้าสู่รัฐสภาได้สำเร็จ
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ถือเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์ในสภามาหลายสมัย ก่อนจะก่อตั้งพรรคไทยภักดีขึ้นมา บทบาทของเขาจึงถูกจับตาเป็นพิเศษในฐานะผู้แทนเพียงหนึ่งเดียวของพรรคในสภาชุดนี้ ทำให้ต้องแบกรับภารกิจในการเป็นปากเสียงหลักและเป็นตัวแทนในการผลักดันนโยบายและวาระสำคัญของพรรคด้วยตนเอง การกลับเข้าสู่สภาอีกครั้งในฐานะหัวหน้าพรรคขนาดเล็กที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นครั้งแรกนี้จึงเป็นความท้าทายในการบริหารจัดการเวลาและการใช้กลไกทางรัฐสภาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
การมี ส.ส. แม้เพียงคนเดียวในสภา ย่อมหมายถึงการมีเวทีอย่างเป็นทางการในการอภิปราย ตั้งกระทู้ถามรัฐบาล และแสดงความเห็นในวาระสำคัญต่าง ๆ นพ.วรงค์ได้ยืนยันถึงเจตนารมณ์ในการใช้พื้นที่รัฐสภาเพื่อตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างเข้มข้น โดยเน้นไปที่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน และการธำรงไว้ซึ่งหลักนิติรัฐ ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนทางการเมืองที่พรรคยึดถือมาโดยตลอด
ดังนั้น ที่นั่ง ส.ส. หนึ่งเดียวของพรรคไทยภักดีจึงไม่ใช่เพียงแค่สถิติทางการเมือง แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการนำเสนอมุมมองทางการเมืองที่ชัดเจนต่อสังคมผ่านกลไกของรัฐสภา แม้ว่าจำนวนเสียงจะไม่สามารถชี้ขาดมติใด ๆ ในสภาได้ แต่การปรากฏตัวของ นพ.วรงค์ในฐานะผู้แทนราษฎรจะทำให้พรรคสามารถสร้างการรับรู้และตอกย้ำจุดยืนทางการเมืองของตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดวาระการทำงานของสภาชุดนี้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการขยายฐานเสียงและบทบาทของพรรคในอนาคตทางการเมืองต่อไป
